ไมเคิล เบนจามิน เบย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน

ไมเคิล เบนจามิน เบย์  ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ไมเคิล เบย์ ผลงานของเขาจะโด่งดังในฐานะภาพยนตร์แอ็คชั่นทุนสร้างราคาสูง และมีสไตล์การลำดับภาพแบบรวดเร็วและการใช้สเปเชียลเอฟเฟ็คต์ โดยเฉพาะการใช้ระเบิดที่จะปรากฏในแทบทุกเรื่องของเขา ไมเคิล เบย์ได้โปรดิวซ์เซอร์และกำกับภาพยนตร์โด่งดังมากมายอาทิ อาร์มาเก็ดดอน: วันโลกาวินาศ (ปี 1998), เพิร์ล ฮาร์เบอร์ (ปี 2001) และภาพยนตร์ชุด ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส (ปี 2007–ปัจจุบัน) ไมเคิล เบย์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างรายได้มากกว่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตสื่อโฆษณาชื่อ ดิ อินสติจูด เพื่อการพัฒนางานด้านสื่อโดยเฉพาะ เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แพลตินัม ดูนส์ บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มักจะหยิบผลงานสยองขวัญเก่า ๆ มาสร้างใหม่เช่น The Texas Chainsaw Massacre: ล่อมาชำแหละ (ปี 2003), The Amityville Horror: ผีทวงบ้าน (ปี 2005) ที่เกี่ยวกับบ้านผีสิงที่มีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา, The Hitcher: คนนรกโหดข้างทาง (ปี 2007), Friday the 13th: ศุกร์ 13 ฝันหวาน (ปี 2009),

A Nightmare on Elm Street: นิ้วเขมือบ (ปี 2010) รายได้จากการกำกับภาพยนตร์ของเขารวมมากกว่า 6,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขาอยู่อันดับที่ 4 จากผู้กำกับที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกแม้จะประสบความสำเร็จอย่างมากก็ตาม ผลงานของเขาที่ประสบความสำเร็จทางรายได้และคำวิจารณ์ในเชิงบวกนั้นมีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่น เดอะ ร็อก: ยึดนรกป้อมมหากาฬ (ปี 1996) และ ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส: มหาวิบัติจักรกลสังหารถล่มจักรวาล (ปี 2007)ในขณะที่เรื่องอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงทรานส์ฟอร์มเมอร์สภาคต่อนั้นก็ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบ

ไมเคิล เบย์ เริ่มทำงานด้านภาพยนตร์เมื่อเขาได้เข้าไปฝึกงานกับ จอร์จ ลูคัส ขณะนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี โดยได้เข้าไปช่วยทำงานด้านสตอรี่บอร์ดในภาพยนตร์ อินเดียน่า โจนส์ ภาค 1: ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ขณะนั้นเขารู้สึกว่าเข้าไปเป็นตัวปัญหาให้กับทีมงาน โอกาสชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังจากที่เขาได้ชมภาพยนตร์เรื่องนั้นและรู้สึกประทับใจมาก เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ให้ได้ เขาได้เข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยเวสเลยาน และจบการศึกษาในปี 1986 สาขาภาษาอังกฤษและภาพยนตร์ หลังจากเรียนจบเขาได้เรียนอีกครั้งที่ วิทยาลัย Art Center College of Design ที่เมืองพาซาเดนา ในวิชาภาพยนตร์ และได้เรียนคลาสเดียวกับ แซ็ค สไนเดอร์ อีกด้วย

ผู้กำกับชาวอังกฤษ กาย ริตชี

ผู้กำกับกาย สจวต ริตชี ( Guy Stuart Ritchie) เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายนค.ศ. 1968 เป็นผู้เขียนบท นักสร้างภาพยนตร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ มีผลงานโด่งดังจากการกำกับเรื่อง Lock, Stock and Two Smoking Barrels ,Snatch และ Sherlock Holmes ด้านชีวิตส่วนตัวเคยแต่งงานกับมาดอนน่า มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน

1995เดอะ ฮาร์ดเคส
1998สี่เลือดบ้า มือใหม่หัดปล้น
2000ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย
2001สตาร์
2002สเวพท์ อเวย์
2005รีวอลเวอร์: เกมปล้นโกง
2008ร็อคแอนด์โรลล่า: หักเหลี่ยมแก๊งค์ชนแก๊งค์
2009เชอร์ล็อก โฮล์มส์: ดับแผนพิฆาตโลก
2011เชอร์ล็อก โฮล์มส์: เกมพญายมเงามรณะ
2015เดอะ แมน ฟรอม อั.ง.เ.คิ.ล. คู่ดุไร้ปรานี
2017คิง อาร์เธอร์: ตำนานแห่งดาบราชันย์
2019อะลาดิน
2020เดอะ เจนเทิลแมน: สุภาพบุรุษมาหากัญ
TBAแคชทรัค

‘เถียนจ้วงจ้วง’ ผู้กำกับชั้นครู

ผู้กำกับที่ต้องพูดถึง อย่างเถียนจ้วงจ้วง  ชาวปักกิ่ง เกิดเมื่อเดือนเมษายน 1952 เขาเคยเห็นพ่อกับแม่ซึ่งเป็นดาราดังแห่งยุค ถูกทหารกองทัพแดงทุบตีต่อหน้าต่อตา นับแต่นั้น เขาก็หมกตัวอยู่กับกองหนังสือ ไม่สนใจโลกภายนอก หลังเรียนจบมัธยมจากโรงเรียนปักกิ่งที่ 13 ด้วยวัยเพียง 16 ปี ก็ได้เข้าร่วมเป็น ‘ปัญญาชนอาสาพัฒนาชนบท’ ที่อำเภอเจิ้นไล่ มณฑลจี๋หลิน ตามนโยบายของทางการจีนในสมัยนั้น

ต่อมาเถียนย้ายไปเป็นทหารที่มณฑลเหอเป่ย อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองงานศิลปะและการแสดง รับผิดชอบงานถ่ายภาพ ออกแบบบอร์ดประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเป็นตากล้องประจำตัวของเหล่าผู้นำกองทหาร โดยไม่ทันรู้ตัว เขาขลุกอยู่กับงานในห้องมืดถึง 5 ปี

แม้ว่า เถียนฟาง และอี๋ว์หลัน พ่อ-แม่ของเขา ต่างเป็นนักแสดงดังแห่งยุค แต่เถียนจ้วงจ้วงก็ไม่เคยคิดฝันจะเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นมาก่อน อีกด้านหนึ่งเขากลับได้รับ ‘เลือดศิลปิน’ ที่เข้มข้นจากทั้งพ่อและแม่มาเต็มเปี่ยม ทั้งยังดูเคร่งขรึม จริงใจ และอดทนเหมือนพ่อ

พ่อของเถียนเสียชีวิตหนึ่งปีก่อนที่เขาจะมีโอกาสเดินทางกลับปักกิ่ง เถียนไปเป็นผู้ช่วยช่างกล้องที่โรงผลิตภาพยนตร์เกษตรกรรมอยู่ถึง 3 ปี งานจิปาถะทั้งตั้งกล้อง ปรับแสง ปรับโฟกัส ส่องไฟ คอยเป็นลูกมือช่างกล้อง ทำให้เขาช่ำชองงานกองถ่าย ก่อนจะเข้าเรียนวิชาผู้กำกับเสียด้วยซ้ำ

การถูกส่งไปทำงานในคอมมูนที่ชนบทอีกเป็นครั้งที่ 3 ทำให้เถียนในวัย 25 ปีตัดสินใจสอบเข้าเรียนสาขาวิชาผู้กำกับภาพยนตร์ ในมหาวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่ง(北京电影学院)เมื่อปี 1978 หลังเรียนจบเถียนเข้าทำงานเป็นผู้กำกับที่โรงผลิตภาพยนตร์ปักกิ่ง

ผลงานสมัยเรียนเรื่องแรกที่เถียนจ้วงจ้วงกำกับ สร้างความฮือฮาอย่างมากในปี 1981 หนังสั้นเกี่ยวกับคนพิการ 3 คนกับเด็กหญิงคนหนึ่ง ‘หว่อเมินเตอเจี่ยวลั่ว’ ถูกส่งให้สถานีโทรทัศน์กลางแห่งชาติจีน (CCTV) พิจารณา ด้วยความหวังเต็มร้อยว่าจะได้ออกอากาศ แต่กลับได้รับคำตอบว่า “อารมณ์ของหนังเรื่องนี้หนักไปหน่อย ไม่เหมาะที่จะฉายตอนนี้”

ปีเดียวกัน เถียนได้รับมอบหมายจากแม่ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงผลิตภาพยนตร์เด็ก ให้ทำหนังเรื่อง หงเซี่ยงเรื่องของเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งในป่าแถบสิบสองปันนาที่ตามหาช้างศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะใช้ฉายในวันเด็ก 1 มิถุนายน 1982

เถียนขนพรรคพวกร่วมรุ่น อาทิ จางเจี้ยนย่า เจิงเหนี่ยนผิง จางอี้โหมว หลี่ว์เล่อ และโหวหย่ง ไป ‘ฝึกวิชา’ ด้วยกัน กับโจทย์แสนยากที่มีทั้งเด็กและสัตว์ป่า จริงๆ แล้วเพื่อนรุ่น 78 ต่างก็นับถือ และให้เกียรติในการตัดสินใจของเถียนเสมอ ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆ ได้ดี หลายปีต่อมา ผลงานของพวกเขาได้รับความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ จนชื่อของ ‘ผู้กำกับรุ่น 5’ เป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงกว้าง

จิตวิญญาณของหนังยุคแรกที่เถียนกำกับ ไม่ว่าจะเป็น เลี่ยฉั่งจ๋าซาและ เต้าหม่าเจ๋ยเน้นสะท้อนตัวตน ศรัทธา และความเป็นความตายของคน ซึ่งสวนทางกับความคิดของนายทุนผู้สร้างหนัง จนเขาต้องทำใจ ‘ปรับแก้จิตวิญญาณ’ ให้เป็นไปตามทัศนะของผู้ที่จ้างเขาทำหนังเป็นเวลาหลายปี

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน เขาได้ค้นพบความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง อันเป็นที่มาของการทำหนังเรื่อง หลันเฟิงเจิง ที่ถ่ายทอดชีวิตสองแม่ลูกคู่หนึ่งในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่ง ‘ว่าวสีฟ้าตัวน้อย’ ไม่อาจต้านกระแสลมแรงนั้นได้ แม้หนังจะถูกห้ามฉายในประเทศ แต่ก็คว้ารางวัลในต่างแดนหลายเวที

ในบรรดาผู้กำกับจีนรุ่น 5 เถียนจ้วงจ้วงดูจะอับโชคที่สุด เพราะหนังหลายเรื่องที่เขากำกับ ไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

สไตล์หนังของเถียนจ้วงจ้วง มุ่งแสวงหาความเรียบง่ายอย่างธรรมชาติ ใกล้เคียงกับชีวิตจริง ไม่ปรุงแต่งจนมากเกินไป ให้มิติทั้งกว้างและลึก มีศิลปะการจัดวาง ‘ตัวละคร’ ได้เหมาะสมและลงตัวกว่าผู้กำกับรุ่น 5 คนอื่น และเป็นคนเดียวในรุ่น ที่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ยังรักษาจิตวิญญาณของผู้กำกับรุ่น 5 ไว้ ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น เข้าสู่กระแสหนังตลาดไปแล้ว

เถียนต่างจากเฉินข่ายเกอที่ดูมีภูมิความรู้เต็มตัว หรือไม่เป็นอย่างจางอี้โหมวที่ทำหนังโดนใจและดังทุกเรื่อง แต่เถียนเป็นทั้ง ‘คนทำหนัง’ และ ‘คนธรรมดา’ ที่ใช้ชีวิตโดยไม่ยึดติดว่าจะรุ่งหรือร่วง

ถึงเถียนจะเคยบอกว่า ตนเป็นพวก ‘ถ่ายจบแต่ละเรื่อง ก็ลืม’ แต่เขาก็เข้มงวดกับงานมาก โดยเตรียมการถ่ายทำหนังแต่ละเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งช่วยให้งานในกองถ่ายมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น เถียนยึดหลักที่ว่า “ถ้าเพิ่งจะมาเอาจริงเอาจังตอนถ่ายจริง ก็สายเกินไปเสียแล้ว”

หลังจากเรื่องหลันเฟิงเจิง เถียนผันตัวไปอยู่เบื้องหลังหนังของผู้กำกับรุ่นใหม่มานับสิบปีในฐานะ ‘ผู้อำนวยการสร้าง’ ก่อนจะนำเรื่องราวความรักหลังสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ‘เสี่ยวเฉิงจือชุน ’ ซึ่งเฟ่ยมู่ ผู้กำกับรุ่น 2 เคยสร้างเป็นหนังขาว-ดำเมื่อปี 1948 มาเสนอใหม่ในมุมมองของตนในปี 2002

นอกจากได้รางวัล ‘ผู้กำกับยอดเยี่ยมปี 2004’ จากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์จีนแล้ว ล่าสุดในปี 2005 นี้ เถียนจ้วงจ้วงได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะกำกับภาพยนตร์ ในสถาบันที่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เขาจนเป็น ‘ผู้กำกับชั้นครู’ เช่นทุกวันนี้

ผลงานกำกับภาพยนตร์ :

ปี 1981 หงเซี่ยง

ปี 1983 จิ่วเย่ว์

ปี 1984 เลี่ยฉั่งจ๋าซา

ปี 1985 เต้าหม่าเจ๋ย ได้รับการยกย่องจาก มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ผู้กำกับมือรางวัลชื่อดังของสหรัฐ ให้เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของโลก แห่งทศวรรษ 90

ปี 1986 กู่ซูอี้เหริน

ปี 1987 เหยากุ่นชิงเหนียน

ปี 1988 เท่อเปี๋ยโส่วซู่ซื่อ หนังสะท้อนชีวิตหญิงท้องก่อนแต่ง ที่ถูกเก็บไว้ถึง 17 ปี ก่อนจะผลิตเป็นหนังแผ่นวางตลาดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ปี 1990 ต้าไท่เจียนหลี่เหลียนอิง ได้รางวัล Special Mention จากเทศกาลหนังเบอร์ลินปี 1991

ปี 1992 หลันเฟิงเจิงได้รางวัลกรังด์ปรีซ์ และรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม รางวัลพิเศษ Special Mention จากเทศกาลหนังนานาชาติโตเกียว 1992, รางวัลภาพยนตร์ดีเด่น จากเทศกาลหนังนานาชาติที่ ฮาวาย ชิคาโก และสวิสเซอร์แลนด์ในปี1993 รวมทั้งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเทศกาลหนังสิงค์โปร์1993

ปี 2001 เสี่ยวเฉิงจือชุนได้รางวัลภาพยนตร์ดีเด่น ซาน มาร์โค จากเทศกาลหนังเวนิส ในปี 2002 รวมทั้งได้เข้าฉายในเทศกาลหนังเมืองนิวยอร์กด้วย

ปี 2003 เต๋อลาหมู่หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีชุด ‘ฉาหมากู่เต้า ซึ่งทำให้เถียนจ้วงจ้วงได้รางวัล ‘ผู้กำกับยอดเยี่ยม’ จากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์จีน เมื่อต้นปี 2004

ปี 2004 เปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง อู๋ชิงหยวน

ผลงานในฐานะผู้อำนวยการสร้าง (ปี 1994 – 2003)

– จ่างต้าเฉิงเหริน กำกับโดย ลู่เสียว์จาง

– เปี่ยนตันกูเหนียง กำกับโดย หวังเสี่ยวซ่วย

– อูซันหยุนอี่ว์ กำกับโดย จางหมิง

– เถาฮวาหม่านเทียนหง กำกับโดย หวงซินเซิง

– ตงจื้อ กำกับโดย เซี่ยตง

– หยุนเตอหนันฟาง กำกับโดย จูเหวิน

– ม่อลี่ฮวาไค กำกับโดย โฮวหย่ง

ผู้กำกับ คิมซองฮุน

ผู้กำกับคิมซองฮุนที่เคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘A Hard Day’, ‘The Tunnel’ ได้มากำกับละครครั้งแรกจากผลงานในครั้งนี้ มาพบกับผู้กำกับคิมซองฮุน และฟังเรื่องราวอย่างละเอียดเกี่ยวกับซอมบี้ใน ‘Kingdom’ กันค่ะ

คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา

  • วันเกิด 12 กันยายน 2531
  • ส่วนสูง –
  • เกิดที่ เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก

การ์โลส โลเปซ เอสตราดา เป็นผู้กำกับ เขียนบท มีผลงานที่ผ่านมา อาทิ Capital Cities: Kangaroo Court (2013) และ Identity Theft (2015) เป็นต้น

สตีเวน สปีลเบิร์ก

สตีเวน สปีลเบิร์ก เกิดในซินซินเนติ โอไฮโอ ในครอบครัวชนชั้นกลาง ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่แคลิฟอร์เนีย สเตท, ลองบีช ซึ่งเขาไม่เคยเรียนวิชาภาพยนตร์จากมหาวิทยาเลย พออายุ 16 ปี ได้ทำงานกับบริษัทสร้างหนังในท้องถิ่นที่เมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนาและก็ทำหนังวิทยาศาสตร์ (ไซไฟ) ความยาว 2 ชั่วโมง เรื่อง Firelight จากนั้น สปีลเบิร์กก็ทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง Amblin ในปี พ.ศ. 2512 และได้ไปเสนอกับฝ่ายโทรทัศน์ของบริษัทยูนิเวอร์แซล จนได้งานทำภาพยนตร์สั้นออกมา 3 เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือ Duel หนังเขย่าขวัญที่ทำให้สปีลเบิร์กแจ้งเกิด เพราะหนังได้รางวัลจากยุโรปแถมทำเงินอีกด้วย

ในปี 2518 ได้กำกับหนังเรื่อง จอว์ส จากนั้นอีก 2 ปี Close Encounter of the Third Kind ก็และปี 2524 กับหนังชื่อ อินเดียน่า โจนส์ โดยสร้างภาค 2 และภาค 3 ในปีหลังๆ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและภาค 4 ในปี 2551 และในปี 2527 สปีลเบิร์กทำหนังเรื่อง E.T.The Extra-Terrestrial ความสัมพันธ์เพื่อนรักจากต่างดาวกับเด็กน้อย

นอกจากนี้สปีลเบิร์กยังทำหนังเครียดๆ อย่าง The Colour Purple (ชีวิตของหญิงผิวดำที่ถูกกดขี่), Empire of the Sun (เด็กในสงครามโลกครั้งที่ 2) และ Schindler list (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว)

ทางด้านชีวิตส่วนตัว เขาแต่งงาน 2 ครั้งคนแรกกับอามี่ ไอร์วิ่ง แล้วหย่ากัน คนที่สองชื่อ เคท แคปชอว์ นางเอกอินเดียน่า โจนส์ ภาค 2 มีลูก 5 คน คือ แม็กซ์ ซาซ่า ซอว์เยอร์ ธีโอ และลูกบุญธรรมคือเจสสิก้า

ผู้กำกับ ไทบ้าน เดอะซีรีส์“ศัก สุรศักดิ์ ป้องศร”

สร้างความฮือฮาให้วงการภาพยนตร์ในเมืองไทยได้ในระดับที่ต้องจับตามอง สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ภาพยนตร์ไทยสไตล์อีสาน ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง ส่วนหนึ่งมาจากความที่หนังบอกเล่าเรื่องราวของคนอีสาน อย่างตรงไปตรงมา ผ่านการตีความของผู้กำกับหนุ่มไฟแรงอย่าง “ศัก สุรศักดิ์ ป้องศร” ทำให้โดนใจแฟนหนังทั่วภาคอีสาน

ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ ความตั้งใจจริงต้องการสื่อออกไปให้ดูมีความดิบมากที่สุด เพราะหนังแนวอีสานที่เคยมีมายังไม่ลงลึกถึงขั้นรายละเอียด จึงตั้งใจลงรายละเอียดแบบไทบ้านให้มากที่สุด แต่ละฉากพยายามใส่รายละเอียดต่างๆของความบ้านนอกที่เคยสัมผัส เช่น ฉากเปิดตัวที่จาลอดวิ่งเข้าห้องน้ำบ้านตรงข้ามตนเอง สิ่งที่อยากสื่อให้คนเห็นคือ ขอเข้าห้องน้ำบ้านคนอื่นได้อย่างสบายใจ โดยที่ยังมีความเป็นกันเองอยู่ เพราะในปัจจุบันในกรุงเทพคงไม่สามารถทำอะไรทำนองนี้ได้แล้ว

นอกจากนี้ด้านประเพณียังมีการเวียนเทียน เล่นบั้งแก๊ส ที่เป็นเครื่องเล่นสมัยก่อนในงาน มีการดีดลูกแก้ว เป่ายาง และฉากที่พี่น้องคือ จาลอดกับมืดใส่เสื้อตัวเดียวกัน แถบอีสานก็ยังมีวิถีชีวิตแบบนี้ที่น้องได้รับมรดกตกทอดจากพี่ โทรศัพท์ก็เล่นด้วยกัน เสมือนการแบ่งปันกัน ฉากผู้ใหญ่บ้านที่เป็นเสาหลักของหมู่บ้าน ชาวบ้านจะทำอาหารและแบ่งปันกัน พยายามใส่รายละเอียดลงไปทุกฉาก เรียกว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ได้สอดแทรกไว้ในหนังอย่างไหลลื่น แต่ผู้ชมส่วนใหญ่กลับไม่สังเกต เพราะเนื้อเรื่องจะโดดเด่นในเรื่องของความสนุกสานาน ความตลก ผู้ชมก็จะโฟกัสจุดนั้นมากกว่า

ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความเป็นคนอีสานในอุดมคติ

ภาพยนตร์ต้องการเล่าเรื่องให้ออกมาเป็นภาพของภาคอีสานในช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 10-15 ปี ผสมกับภาพภาคอีสานในปัจจุบัน ที่พยายามนำมาผสมกันเพราะว่าภาพยนตร์เรื่องถ่ายทำในช่วงของการเปลี่ยนแปลง คล้ายกับเรื่องแฟนฉัน ที่อยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน

ใบปริญญาจะสำคัญในเชิงของคนที่ต้องการทำงานประจำ แต่สำหรับ สุรศักดิ์ ไม่ได้คิดแบบนั้น ทำให้ในขณะนี้แม้ผ่านมา 8 ปีแล้ว แต่เขายังเรียนไม่จบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะมีความตั้งใจตั้งแต่เริ่มต้นและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว เคยทำงานประจำประมาณ 1 ปี แต่รู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเอง รู้สึกไม่มีความสุข และกว่าจะออกจากกรอบตรงนั้นใช้เวลานนานมาก แต่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ทั้งครอบครัว แฟน การเรียน และออกมาเดินด้วยตัวเอง

พฤกษ์ เอมะรุจิ (ตุ๋ย)

ประวัติย่อ

พฤกษ์ เอมะรุจิ (ชื่อเล่น ตุ๋ย) มีผลงานเขียนบทละครโทรทัศน์เรื่อง รักหลอก ๆ อย่าบอกใคร และ รักแปดพันเก้า ผลงานที่โดดเด่งอย่าง
อีเรียมซิ่ง (2020)

เรื่องย่อ

เรียม (ราณี แคมเปน) เจ้าแม่ตัวอิจฉาประจำหมู่บ้านบางน้ำกร่อย อิจฉา แรม (ณปภา ตันตระกูล) พี่สาวของเธอสุด ๆ เพราะ แรม ทั้งสวยงาม กิริยามารยาทอ่อนหวาน แถมยังทำขนมอร่อยเป็นเลิศ ผิดกับ เรียม ที่วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นอยู่กับ ฟักทอง เพื่อนและญาติสนิท ความต่างราวฟ้ากับเหวของ เรียม กับ แรม ทำให้ชาวบ้านเอา เรียม ไปเปรียบเทียบ กับ แรม อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้ เรียม ยิ่งอิจฉาและหาเรื่องแกล้งพี่สาวอยู่ตลอด แต่ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเพราะการมาถึงของโจรโฉดนาม แก๊งโจรฟันแดง ที่มีคาถาอาคมร้ายกาจ มาจับตัว แรม และแม่ไป เรียม และ แก๊งเรียมซิ่ง จึงต้องออกผจญภัยไปช่วยเหลือคนในครอบครัว