โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับ 500 ล้าน

โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับ 500 ล้าน

โต้งบรรจง ผู้กำกับหนุ่มหน้าตี๋ วัย 33 ปี ยิ้มพึงใจขณะนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ในห้องประชุมของบริษัท จีทีเอช สุขุมวิท 31 ท่าทางดูผ่อนคลาย แววตาแจ่มใส หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินกล้อง ตระเวนโปรโมตหนัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จวบจนถึงวันที่ข่าวรายได้ทะลุ 500 ล้านบาท อย่างในวันนี้ ผู้กำกับหนุ่มคิวทองเพิ่งได้หายใจหายคอ ทำตัวชิล ชิล ตามสบายดังที่เห็น

“นอกจากเรื่องรายได้ สิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนคืออารมณ์ร่วมของผู้ชมในโรง หัวเราะตบมือกันเก้าอี้แทบพัง อินตั้งแต่นาทีแรกจนจบเลย คนดูจบแล้วไปลากพ่อแม่ พี่น้อง จูงมือเพื่อนฝูงชักชวนให้มาดูอีก ผมไม่เคยเห็นคนทุกวัยออกมาดูหนังพร้อมกันมากขนาดนี้”

“เหนื่อย แต่คุ้มค่าครับ ทำหนังมา 6 เรื่อง ไม่เคยเจอคนชมมากขนาดนี้ ที่ประทับใจคือคำชมที่มาจากพวกผู้กำกับด้วยกันอย่างพี่บอลวิทยา ทองอยู่ยง พี่ต้อมเป็นเอก รัตนเรือง โดยเฉพาะพี่อุ๋ยนนทรีย์ นิมิบุตร แกเขียนลงในอินสตาแกรมว่าประทับใจมาก มันให้กำลังใจผมมากๆ นะ เพราะใครๆ ก็รู้ว่านางนากเวอร์ชั่นที่แกทำมันคลาสสิกขึ้นหิ้งแล้ว” โต้ง เล่าถึงเสียงตอบรับอันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในชีวิตการเป็นผู้กำกับของเขา

กว่า 10 ปีเต็มตั้งแต่ก้าวออกจากรั้วนิเทศ จุฬาฯ เขาเคยเป็นครีเอทีฟรายการวัยรุ่นชื่อดังอย่างทีนทอล์ก เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลก ต่อธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งบริษัท ฟีโนมีนา ก่อนจะขยับมาทำหนังสั้น เขียนบท จนโอกาสหล่นทับได้มานั่งแท่นกำกับเต็มตัวในภาพยนตร์เรื่องชัตเตอร์ กดติดวิญญาณจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของ โต้งบรรจง ก็ได้รับการจับตามองจากสาธารณชนคนดูหนังทันที

“สมัยเรียนเพื่อนหลายคนไปเรียนตัดต่อ ถ่ายภาพ ผมไม่เอาเลย ไม่ค่อยสนใจเรื่องเทคนิค แต่รักในการเล่าเรื่องมากกว่า เลยได้มีส่วนร่วมในการเขียนบทละครเวที ช่วยเพื่อนทำหนังสั้น พอเรียนจบ ทีแรกยังตั้งใจว่าจะทำงานในแวดวงโฆษณา อาจจะเป็นคนในกอง หรือเขียนบทอย่างที่เคยใฝ่ฝันก็ได้ ไม่เคยหวังเป็นผู้กำกับเลย รู้แค่ว่าตัวเองเป็นนักเล่าเรื่องเท่านั้น”

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางแผ่นฟิล์มของผู้กำกับหนุ่มรายนี้ มาจากเวทีประกวดหนังสั้น จัดโดยมูลนิธิหนังไทยเมื่อช่วง 10 กว่าปีก่อน

“สมัยก่อนคนที่เป็นผู้กำกับหนังมีแต่ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่มีเด็กๆ แต่ยุคนี้เรื่องลู่ทางง่ายมาก หนทางมันเยอะ ทั้งเวทีประกวดหนังสั้น มียูทูบ มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรต่อมิอะไรมากมาย การเข้าวงการน่ะมันง่ายกว่าเดิม ขอให้มีงานที่ดีจริงๆ เถอะ”

ชัตเตอร์ แฝด สี่แพร่ง ห้าแพร่ง กวนมึนโฮ จนถึงพี่มาก…พระโขนง ลิสต์รายชื่อภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องนี้ คงตอบคอหนังได้อย่างชัดเจนแล้วว่าผู้กำกับชื่อ โต้งบรรจง คนนี้ ทำหนังผีก็ขนหัวลุก ทำหนังรักก็ซึ้ง หนังตลกหรือก็ฮาสุดขีด

“งานที่โหดหินและถือเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดคือเรื่องแรก ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรหนักกว่านั้นแล้ว เป็น 23 ปีที่นอนไม่หลับ เครียดสุดๆ อายุก็ยังน้อยต้องทำงานกับผู้ใหญ่ทั้งกอง แถมเรายังเป็นแค่เด็กโนเนมด้วย ทะเลาะกันแทบตาย พบเจอปัญหาทุกอย่าง แต่มันทำให้เราโตขึ้น

ผมว่าผู้กำกับควรมีอีโก้ แต่ต้องบาลานซ์ให้ดี เวลาออกกองใครช้าผมด่าเละเทะเลยนะ แต่ถึงเวลาชมก็ต้องชม ขำๆ ฮาๆ อีโก้นี่ถ้ามีเยอะไปมันก็ดูเหี้ยเหมือนกัน

เราต้องชัดเจนว่าอยากได้อะไร ไม่เอาคือไม่เอา ไม่ต้องสนว่าคนแนะนำจะเป็นรุ่นใหญ่แค่ไหน ถ้าเชื่อมั่นในแบบเราก็ต้องสู้ให้ได้ เป็นผู้กำกับต้องดื้อ ต้องมีความมั่นใจ”

“พอมาทำเรื่องพี่มาก…พระโขนง มีแต่คนถามว่าเป็นคนตลกหรือเปล่า ทำไมทำหนังตลกให้คนฮาได้ทุกเรื่อง ผมเป็นพวกอารมณ์ขันแบบเสียดสีมากกว่า ไม่ใช่คนปล่อยมุขเลอะเทอะตลอดเวลาแบบพวกแก๊งสี่เกลอเขา (หัวเราะ) ยังไงมันต้องมีความฮาในตัวครับ ถ้าไม่มีความฮาแม้แต่นิดเดียวมันทำหนังตลกไม่ได้หรอก”

ในวันที่หนังผี ตลก โรแมนติก ครองโรง จนดูเหมือนจะกลายเป็นหนังกระแสหลักของเมืองไทยไปแล้ว แต่เขายังเชื่อว่าไม่ว่าแนวไหนก็ขอให้หนังดีจริง ถูกใจคน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

“หนังถูกใจคนวงกว้างมันก็มีไม่กี่แนวหรอก แอ็กชั่น ตลก โรแมนติก ผี ที่เหลือก็เป็นหนังอาร์ต ดราม่า เรามาวัดกันเป็นเรื่องๆ ดีกว่าว่าคนอยากดูไหม ดูแล้วชอบไหม ถ้าไอเดียไม่โดน ไม่มีอะไรใหม่ คนก็ไม่ดูอยู่ดี ผมว่าใจแคบมากนะที่บางคนตีค่าหนังผี หนังรัก หนังตลก เป็นแค่หนังราคา” เขาส่ายหัว

“หนังผีบ้านเรา เอาจริงๆ มันไม่มีทางไปแล้ว ตัน ไอเดียสดใหม่แทบไม่มี คนเริ่มเบื่อ อย่างลัดดาแลนด์ที่จิม (โสภณ ศักดาพิสิษฐ์ ผู้กำกับ) ทำออกมาได้ ผมนับถือเลย ยังหาประเด็นน่าสนใจมาเล่าได้จับใจคน ขณะที่หนังตลกมันยังไปได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าพล็อตดีหรือเปล่า ส่วนหนังรักมันยากตรงเคมีส่วนต่างๆ จะตรงกันไหม ตัวนักแสดง บท การแคสติ้ง อะไรหลายอย่าง” โต้ง ประกาศเสียงดังว่าคงไม่ทำหนังผีแนวตลกอีกแล้ว แต่อยากทำหนังรักโรแมนติกเข้มๆ ซีเรียสๆ

“ก้าวต่อไปมันท้าทายนะ ตอนนี้มีคนติดต่อเข้ามาเยอะ พูดง่ายๆ ว่าโอกาสเข้ามามาก แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ายังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม เหนื่อยเหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ง่ายขึ้นสิ่งที่ดีขึ้นคือเครดิต มีคนอยากร่วมงานมากขึ้น ทีมงาน หรือดาราที่คิวทอง เข้าถึงยาก เขาอาจเคลียร์คิวให้เราง่ายขึ้น ตอนนี้มั่นใจว่าชวนใครก็เชื่อว่าเขาจะมาคุยด้วยอย่างดี (หัวเราะ)”แม้จะอยู่ในฐานะผู้กำกับซูเปอร์สตาร์ แต่เจ้าตัวยังคิดและเชื่อเหมือนที่เคยเป็นตลอดมา และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป นั่นคือแค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็มีความสุขแล้ว

“เราทำงาน เพราะมีเรื่องที่อยากเล่า ถ้าทำหนังแล้วคิดจะเอาเงิน เอาแต่รางวัล มันไม่มีความสุขหรอก ไปทำอาชีพอื่นรวยกว่าเยอะ ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าหนังที่ทำจะต้องได้ร้อยล้านทุกเรื่อง ถ้าจะทำหนังดราม่าได้ 3040 ล้านก็หรูแล้ว ใช้ทุนน้อยๆ หน่อยสัก 10 ล้าน ไม่เจ็บตัว (ยิ้ม) แต่ประเด็นสำคัญคือให้มันสื่อสารไปยังคนดูได้อย่างที่เราต้องการก็พอ

ทุกวันนี้ทำงานมีแต่สนุก เขียนบทจะเครียดแค่ไหนมันก็จะมีความเมามัน ออกกองเหนื่อยแค่ไหน ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย แต่มันก็ยังมีความสนุกอยู่ การทำหนังเราจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่ามันจะลงเอยอย่างไร ถ่ายวันนี้ฝนจะตกหรือเปล่า นักแสดงอารมณ์ยังไง นางเอกเมนส์มาไหม มันมีความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องยืดหยุ่น เตรียมพร้อมรับมือ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอด อย่างวันนี้ถ่ายมาแล้วไม่ใช่ ก็พร้อมจะรื้อทิ้งได้เสมอ”

No Responses

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Comments
    ผู้สนับสนุน